ู☻ู

วันอาทิตย์ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

ระบบนิเวศแนวปะการัง

ระบบนิเวศแนวปะการัง ระบบนิเวศแนวมีความซับซ้อมและมีความหลากหลายทางชีวภาพสูงมาก มีความสำคัญทางนิเวศวิทยาตลอดจนผลผลิตทางการประมงและศักยภาพของการเป็นแหล่งท่องเที่ยว ด้วยเหตุผลดังกล่าวแนวปะการังจึงมีความเสื่อมโทรมมากขึ้นด้วยกิจกรรมต่างๆของมนุษย์ การสำรวจและการประเมินสภาพแนวปะการังจึงมีความสำคัญมากเพื่อแยกความแตกต่างระหว่างการเปลี่ยนแปลง ของโครงสร้างและแนวปะการังอันเนื่องจากการกระทำของมนุษย์ และการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ ทั้งนี้เพื่อการวางแผนการจัดการทรัพยากรแนวปะการังได้อย่างถูกต้อง
เทคนิคการสำรวจแนวปะการัง
1.  Manta tow survey เป็นวิธีการสำรวจที่ให้ข้อมูลไม่ละเอียดแต่ได้ภาพรวมของทั้งแนวปะการังตามวัตถุประสงค์ของการสำรวจ เช่น ศึกษาพื้นที่ปกคุมของปะการังที่ยังมีชีวิต หรือความหนาแน่นของประชากรดาวหนาม ข้อดีของวิธีนี้คือ เป็นวิธีที่ง่าย สำรวจในพื้นที่กว้าง ใช้เวลาน้อย และประหยัดค่าใช้จ่าย แต่ข้อเสียของวิธีนี้ คือ การสำรวจอาจไม่ครอบคลุมพื้นที่ของแนวปะการังในสัดส่วนที่เหมาะสม สิ่งมีชีวิตบางชนิดที่ไม่มีลักษณะเด่นอาจทำให้ผู้สำรวจมองไม่เห็น ในบริเวณที่น้ำขุ่นจะเป็นอุปสรรคมาก ข้อพึงระวังประการหนึ่งที่สำคัญ คือ ผู้สำรวจไม่ควรต้องจดจำข้อมูลหรือบันทึกข้อมูลหลายๆหัวข้อที่ศึกษาในคราวเดียวกัน
2.  Line intercept transect วิธีการนี้เป็นวิธีที่มีนักวิจัยใช้มากที่สุด และมีการประยุกต์ดัดแปลงให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของการศึกษา การบันทึกข้อมูลอาจละเอียดมากจนถึงระดับ species หรืออาจแยกเป็นกลุ่มตามรูปร่างที่เห็น เท่านั้น (lifefrom) ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความสามารถและประสบการณ์ของผู้สำรวจ เนื่องจากวิธีนี้ใช้การวัดความยาวของเทปที่พาดผ่านซึ่งเป็นการวัดในมิติเดียวจึงทำให้ใช้เวลาน้อยกว่าการใช้วิธี quadrat มาก แต่วิธีนี้มีข้อเสีย คือ ไม่สามารถตอบคำถามในรายละเอียดที่เกี่ยวกับประชากรได้ เช่น อัตราการตาย อัตรา recruitment และอัตราการเจริญเติบโต
3.  Quadrat or Belt transect การสำรวจปะการังโดยใช้ quadrat หรือการศึกษาในนลักษณะ belt transect นั้นให้ข้อมูลที่ละเอียด และมีความถูกต้องในเชิงปริมาณสูง แต่มีข้อจำกัด คือ ใช้เวลามากเมื่อเทียบกับวิธี line intercept transect ซึ่งทำให้นักวิจัยส่วนใหญ่ไม่เลือกใช้วิธีนี้
4.  Permanent quadrat method วิธีนี้ออกแบบเพื่อการติดตามการเปลี่ยนแปลงของแนวปะการังตามเวลา เป็นวิธีที่มีข้อดี คือ ไม่รบกวนแนวปะการัง สามารถศึกษาชีววิทยาของแนวปะการังได้อย่างละเอียด เช่น อัตราการเจริญเติบโต recruitment อัตราการตายหรือ partial mortality และเป็นการเก็บบันทึกข้อมูลของการเปลี่ยนแปลงได้นานหลายปี แต่มีข้อเสีย คือ ศึกษาในพื้นที่แคบๆ ถ้าบันทึกโดยการถ่ายภาพใต้น้ำอาจต้องเป็นแนวปะการังที่เป็นพื้นที่ราบเท่านั้น และการหาตำแหน่งของ permanent quadrat อาจมีปัญหาในบางบริเวณ วิธีนี้มีการนำไปใช้มากโดยการถ่ายภาพใต้น้ำซึ่งจะมีปัญหาเรื่องความขุ่นของน้ำแต่นักวิจัยบางคน อาจใช้วิธีการ mapping แทนซึ่งต้องใช้เวลามาก อย่างไรก็ตามการใช้วิธีนี้จำเป็นต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญในการจำแนกสิ่งมีชีวิตที่พบใน quadrat ในภาคสนามด้วย เนื่องจากสิ่งมีชีวิตจำนวนมากไม่สามารถจำแนกชนิดได้จากภาพถ่ายเพียงอย่างเดียว
5.  Video transect วิธีนี้เป็นการพัฒนาการด้านเครื่องมือเพื่อมาประยุกต์ใช้ในการสำรวจแนวปะการังโดยเฉพาะการใช้ในวิธี line intercept transect ข้อดีของวิธีนี้ คือ ผู้สำรวจอาจไม่จำเป็นต้องมีความรู้เกี่ยวกับ lifefrom หรือจำแนกชนิดสิ่งมีชีวิต ข้อมูลที่บันทึกเก็บไว้ได้ถาวร ประหยัดเวลาการทำงานใต้น้ำ สำรวจสิ่งมีชีวิตเพิ่มเติมได้ในภายหลัง และสามารถเปรียบเทียบข้อมูลกับผู้สำรวจคนอื่นได้ในภายหลัง แต่วิธีนี้มีข้อเสีย คือ ราคาเครื่องมือแพง การดูแลรักษาต้องดี พื้นแนวปะการังที่ไม่สม่ำเสมอและโครงสร้างแนวปะการังที่ซับซ้อนอาจทำให้ได้ภาพที่ไม่ชัดเจน และการจำแนกสิ่งมีชีวิตจากภาพที่ได้ต้องอาศัยข้อมูลจากภาคสนามของผู้เชี่ยวชาญประกอบด้วย

ระบบนิเวศ

ระบบนิเวศข้อความ : บทที่ 6
ระบบนิเวศ
6.1 รอบๆตัวเรา สิ่งต่างๆที่นักเรียนพบมีทั้งสิ่งมีชิวิตและสิ่งไม่มีชีวิต ขณะเดียวกันตัวนักเรียนเองก็เป็นสิ่งแวดล้อมเช่นกัน นักเรียนจะได้ศึกษาจาก กิจกรรม 6.1 การสำรวจสิ่งแวดล้อม จากการสำรวจสิ่งแวดล้อม นักเรียนจะเห็นว่าสิ่งแวดล้อมแต่ละแห่ง มักมีสิ่งมีชีวิตและไม่มีชีวิตอยู่ร่วมกันเสมอ แต่ สภาพและปริมาณจะแตกต่างกัน เราเรียกสิ่งมีชีวิตชนิดต่างๆที่อาศัยรวมกันเป็นกลุ่มว่า กลุ่มสิ่งมีชีวิต ซึ่งขนาดของกลุ่ม จำนวน และชนิดของสิ่งมีชีวิตในกลุ่มจะแตกต่างกันตามลักษณะบริเวณที่กลุ่มสิ่งมีชีวิตเหล่านั้นอาศัยอยู่ เราเรียกบริเวณ นั้นว่า แหล่งที่อยู่ ในแหล่งที่อยู่แต่ะละแห่งนอกจากสิ่งมีชีวิตแล้ว ก็อาจมีสิ่งไม่มีชีวิตเช่น ดิน น้ำ อากาศ แสงแดด เป็นต้น รวมเข้ากัน เป็นระบบ มีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน เราเรีกว่า ระบบนิเวศ ซึ่งระบบนิเวศนี้สามารถแบ่งได้ 2 ประเภทคือ ระบบนิเวศบนบก และระบบนิเวศบนน้ำ ซึ่งมีขนาดต่างๆกันไป ทั้งนี้สุดแล้วแต่ว่าเราจะกล่าวถึงระบบนิเวศใด เช่น ถ้ากล่าวถึงโลก เราถือได้ว่าโลกเป็นระบบนิเวศที่มีขนาดใหญ่ มีระบบนิเวศที่มีขนาดเล็กอยู่ในระบบนิเวศขนาดใหญ่ด้วยเช่นกัน
6.2 บทบาทของสิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศ พืชเป็นสิ่งมีชีวิตที่สร้างอาหารได้เองทั้งในทางตรง และทางอ้อม ดังนั้นพืชสีเขียวจึงได้ชื่อว่า ผู้ผลิต สัตว์ทุกชนิดไม่สามารถสร้างอาหารเองได้ จึงจัดเป็น ผู้บริโภค นักเรียนจะได้ศึกษาจาก กิจกรรม 6.2 สำรวจอาหารสัตว์
จากกิจกรรมนักเรียนจะเห็นว่า สัตว์บางชนิดกินพืช บางชนิดกินสัตว์ บางชนิดกินทั้งพืชและสัตว์ เราเรียกสัตว์ที่กินสัตว์อื่นว่า ผู้ล่า และเรียกสัตว์ที่ถูกกินว่า เหยื่อ สัตว์บางชนิดเป็นทั้งผู้ล่าและเหยื่อของสัตว์อีกทอดหนึ่ง เช่น หนอนกำลังกินใบไม้ ถ้าเราเริ่มต้นที่ผู้ผลิตอาหารได้เอง คือพืชและผู้กินพืชในที่นี้คือหนอน ต่อมาลูกไก้กำลังกินหนอน และภาพเหยี่ยวกำลังโฉบลูกไก่ ขณะที่ลูกไก้กำลังเป็นผู้ล่านั้น ก็อาจกลายเป็นเหยื่อของผู้ล่าอื่นด้วย นักเรียนจะเห็นว่าจะมีการกินกันเป็นทอดๆ เรียกว่า โซ่อาหาร
ในระบบนิเวศแต่ละแห่งย่อมมีสิ่งมีชีวิตต่างๆกันอาศัยอยู่รวมกันและอาหารของสัตว์เหล่านั้น ย่อมเหมือนกันบ้างและต่างกันบ้าง ทำให้เกิดโซ่อาหารต่างๆมากมาย เราเรียกความสัมพันธ์ระหว่างโซ่อาหารหลายๆห่วงโว่นี้ว่า สายใยอาหาร
นอกจากผู้ผลิตและผู้บริโภคแล้ว ยังมีสิ่งมีชีวิตอีกจำพวกหนึ่งที่ทำหน้าที่ย่อยสลายซากสิ่งมีชีวิต เราเรียกสิ่งมีชีวิตพวกนี้ว่า ผู้ย่อยสลายอินทรียสาร ซึ่งได้แก่ เห็ด รา จุลินทรีย์ต่างๆ เห็ดราเป็นสิ่งมีชีวิตที่สร้างอาหารเองไม่ได้ ต้องอาศัยอาหารจากซากพืชซากสัตว์ ที่มันย่อยสลาย บางชนิดเป็นประโยชน์ เช่น เป็นอาหาร เป็นยา แต่บางชนิดเป็นโทษ มีอันตรายถึงชีวิต
เมื่อพืชและสัตว์ตายก็จะเน่าเปื่อย สิ่งที่ทำให้พืชและสัตว์เน่าเปื่อยคือ ผู้ย่อยอินทรียสาร ซึ่งมีอยู่ทุกหนทุกแห่งทั้งในอากาศ น้ำ และดิน ซึ่งเมื่อเกิดการย่อยสลายแล้ว พืชจะดูดแร่ธาตุต่างๆไปใช้ ดังนั้น ถ้าไม่มีผู้ย่อยอินทรียสาร โลกจะเต็มไปด้วยซากพืชซากสัตว์ ที่ไม่ย่อยสลาย และดินก็จะเสื่อมคุณภาพไปเรื่อยๆ
6.3 ความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตกับสิ่งแวดล้อม
6.3.1 ความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตกับสิ่งไม่มีชีวิต นักเรียนเคยสังเกตหรือไม่ว่า เพราะเหตุใดพืชในแต่ละแห่งจึงเจริญเติบโตได้ไม่เท่ากัน ศึกษา ได้จาก กิจกรรม 6.3 สิ่งแวดล้อมมีผลต่อพืชอย่างไร จากการทดลองนักเรียนจะเห็นว่าเมล็ดผักบุ้งในกระป๋องทุกใบที่รดน้ำจะงอก ส่วนกระป๋องที่ไม่ลดน้ำ จะไม่งอก แสดงว่าน้ำหรือความชื้นมีผลต่อการเจริญเติบโต ยิ่งไปกว่านั้นยังมีปัจจัยอื่นๆอีกเช่น เนื้อที่ น้ำ และแสง นักเรียนคิดว่าแก๊ซ มีผลต่อสิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศด้วยหรือไม่ ศึกษาได้จาก กิจกรรม 6.4 แก๊ซที่ได้จากการหายใจของคนและพืช
จากความรู้ที่ว่า เมื่อผ่านแก๊ซคาร์บอนไดอ๊อกไวด์ลงไปในสารละลายแคลเซียมไฮดรอกไซด์ จะทำให้สารละลายแคลเซียมไฮดรอกไซด์ขุ่น และจากการทดลองก็ได้ผลเช่นกัน แสดงว่าลมหายใจของคนมีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์อยู่ด้วย ดังนั้นจึงอาจกล่าวได้ว่าแก๊ซคาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศนั้นส่วนหนึ่งมาจากลมหายใจ ออกของคน และเมื่อทดลองในตอนที่ 2 ก็ได้ผลเช่นเดียวกัน แสดงว่าแก๊ซคาร์บอนไดอ๊อกไซด์ที่ได้นี้มาจากการ หายใจของต้นถั่ว
จากการทดลองทั้ง 2 ตอน นักเรียนจะเห็นว่าลมหายใจออกของคนและสัตว์จะให้แก๊ซคาร์บอนไดอ๊อกไซด์ออกสู่บรรยากาศทั้งสิ้น สัตว์ก็เช่นเดียวกัน สิ่งมีชีวิตทุกชนิดต้อง หายใจอยู่ตลอกเวลา ดังนั้นจึงมีการดึงแก๊ซออกซิเจนออกไปจากอากาศและปล่อยแก๊ซคาร์บอนไดออกไซด์ออกสู่อากาศรอบๆอยู่ตลอดเวลา
ในเวลากลางวันโลกได้รับแสงสว่างจากดวงอาทิตย์ พืชสีเขียวเมื่อได้รับแสงก็จะมีการสังเคราะห์ด้วยแสง โดยใช้แก๊ซคาร์บอนไดอ๊อกไซด์ในการสังเคราะห์ด้วยแสง ขณะเดียวกันก็ปล่อยแก๊ซอ๊อกซิเจนออกมา ซึ่งทั้งคน สัตว์ และพืช ก็หายใจเอาแก๊ซนี้เข้าไป ทำให้เกิดการหมุนเวียนของแก๊ซคาร์บอนไดอ๊อกไชด์และออกซิเจนในบรรยากาศ
ดวงอาทิตย์ส่งพลังงานมายังโลกในรูปของการแผ่รังสี บางส่วนของรังสีจะสะท้อนออกนอกบรรยากาศโลก บางส่วนจะถูกดูดซับไว้โดยพื้นดิน น้ำ และแก๊ซคาร์บอนไดอ๊อกไซด์ และจะแผ่รังสีออกมาในรูปของความร้อน ดังนั้น ความร้อนที่โลกได้รับนี้จึง ได้จากพื้นดิน น้ำ และแก๊ซคาร์บอนไดอ๊อกไซด์ ความร้อนปริมาณนี้จะถูกฝุ่นละออง ไอน้ำในอากาศและแก๊ซคาร์บอนไดอีอกไซด์กั้นไว้ ไม่ให้ออกไปนอก บรรยากาศของโลก ทำให้อุรหภูมิ ของโลกเพิ่มขึ้น เราเรียกปรากฏการณ์แบบนี้ว่า ปรากฏการณ์เรือนกระจก
6.3.2 ความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิต นักเรียนคงเคยเห็นแล้วว่าในระบบนิเวศหนึ่งๆสิ่งมีชีวิตกับสิ่งไม่มีชีวิตมีความสัมพันธ์กัน โดย สิ่งมีชีวิตต้องอาศัยสิ่งแวดล้อมที่ไม่มีชีวิตเพื่อให้ดำรงชีวิตอยู่ได้ เช่น ผีเสื้อดุดน้ำหวานจากดอกไม้เพื่อเป็นอาหาร ในขณะเดียวกัน ละอองเรณูอาจติดไปกับขาของผีเสื้อด้วย เมื่อผีเสื้อไปดูดน้ำหวานจากดอกไม้อื่น ทำให้เกิดการถ่ายละอองเรณูได้ เราอาจสรุปความสัมพันธ์ของกลุ่มสิ่งมีชีวิต ในแหล่งที่อยู่เดียวกันได้ดังนี้
1.ต่างฝ่ายต่างให้ประโยชน์ซึ่งกันและกัน

2.ฝ่ายหนึ่งได้ประโยชน์ อีกฝ่ายหนึ่งไม่ได้ประโยชน์และก็ไม่เสียประโยชน์

3.ฝ่ายหนึ่งได้ประโยชน์และอีกฝ่ายหนึ่งเสียประโยชน์

ปกติแล้วถ้าความสัมพันธ์นี้ดำเนินไปด้วยดี ระบบนิเวศก็จะอยู่ใน ภาวะสมดุล แต่โดยทั่วไปแล้วระบบนิเวศมักไม่อยู่ในสภาวะสมดุลตลอดไป มักมีการเปลี่ยนแปลงตามกาลเวลา ซึ่งเกิดโดย ธรรมชาติหรือเกิดจากการกระทำของมนุษย์ อาจเกิดขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไป หรือรวดเร็วฉับพลัน
เมื่อสิ่งแวดล้อมไม่มีชีวิตในระบบนิเวศแตละแห่งมีการเปลี่ยนแปลง จะมีผลทำให้สิ่งมีชีวิตชนิดนั้นเปลี่ยนแปลงไปด้วย คืออาจจะเพิ่มขึ้นหรือลดลง หรืออาจมีสิ่งมีชีวิตชนิดใหม่เกิดขึ้น ด้วยเช่นกัน เช่นในฤดูแล้ง หลังเก็บเกี่ยวพื้นที่ที่เคยเป็นนาข้าวมักจะแห้งแล้ง ถ้ามีฝนตกลงมามากๆพื้นดินได้รับความชุ่มชื้น หลังจากนั้นไม่นานก็จะมีหญ้าหรือวัชพืชขึ้นมา หรือถ้ามีน้ำขังหลายวันก็จะมี กบ เขียด เข้ามาอยู่ในบริเวณนั้น
6.4 การปรับตัวของสิ่งมีชีวิต
ถ้าสิ่งมีชีวิตในระบบนิเวสหนึ่งๆสามารถปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมได้ จะทำให้สิ่งมีชีวิตนั้นมีชีวิตอยู่ต่อได้ แต่ถ้าไม่ สามารถปรับตัวได้ ก็อาจย้ายที่อยู่หรือตายไป บางชนิดสูญพันธ์ไปก็มี นักเรียนจะได้ศึกษาการปรับตัวของพืชให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมได้จาก กิจกรรม 6.5 การปรับตัวของพืชให้เข้ากับสิ่งแวดล้อม จากการทดลองจะเห็นว่า ต้นผักบุ้งที่มีกล่องครอบมีการปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อม โดยพยายามเบนเข้าหาแสง ทั้งนี้เพราะแสงเป็นสิ่งจำเป็นในการดำรงชีวิต แต่เมื่อเอากล่อง ออก ต้นผักบุ้งได้รับแสงเต็มที่ ลำต้นจะตั้งต้นตามเดิม การเปลี่ยนแปลงนี้จะเกิดในระยะเวลาสั้น และเป็นการเปลี่ยนแปลงที่สามารถสังเกตได้ง่าย
นอกจากพืชมีการปรับตัวแล้ว สัตว์ก็มีการปรับตัวเช่นเดียวกัน นักเรียนคงเคยเห็นสัตว์หลายชนิดที่เปลี่ยนสีตามสิ่งแวดล้อมได้ เช่น กิ้งก่า จิ้งจก เขียด ตั๊กแตน และแมลงต่างๆ อีกหลายชนิด สัตว์เหล่านี้มักปรับสี และบางชนิด ปรับลักษณะตัวให้กลมกลืนกับสิ่งแวดลที่อาศัยอยู่ เป็นการพรางตาในการหาเหยื่อและพรางศัตรู นอกจากนี้สัตว์บางชนิด เช่น กบ เขียด จะเก็บ ตัวอยู่นิ่งๆตลอดฤดูหนาวที่ขาดแคลนอาหาร จะใช้อาหารที่สะสมในร่างกายเท่านั้น
การปรับตัวของสิ่งมีชีวิตดังกล่าว เป็นการเปลี่ยนแปลงชั่วคราวและสามารถเปลี่ยนกลับไปกลับมาได้ในช่วงระยะเวลาสั้นๆ จากการศึกษาค้นคว้า ทำให้นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่ายังมีการเปลี่ยนแปลงอีกแบบหนึ่งซึ่งมองไม่เห็น เพราะเป็นการเปลี่ยนแปลงภายในที่เกิดจากการถ่ายทอดทางพันธุกรรมจากบรรพบุรุษไปยังลุกหลานทำให้สิ่งมีชีวิตสามารถปรับตัวอยู่รอด และดำรงเผ่าพันธ์ได้ เช่น ต้นกระบองเพชรมีหนามซึ่งเปลี่ยนจากใบเพื่อลดการระเหยของน้ำ และลักษณะลำต้นจะพองออกเพื่อทำหน้าที่เก็บน้ำ เป็นต้น ซึ่งการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว เป็นการเปลี่ยนแปลงที่ถาวร ทำให้ต้นกระบองเพชรสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ในสิ่ง แวดล้อมที่แห้งแล้ง
การปรับตัวของสิ่งมีชีวิตให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมเป็นการปรับตัวเพื่อการอยู่รอดและไม่ให้สูญพันธ์ ถ้าภาวะแวดล้อมเปลี่ยนแปลงกะทันหันหรือเปลี่ยนแปลงมากเกินกว่าสิ่งมีชีวิตจะปรับตัวได้ เช่นเกิดอุทกภัย วาตภัย แผ่นดินไหว หรือเกิดโรคระบาด สิ่งมีชีวิตก็ไม่สามารถอยู่ได้ หลักฐานจากซากดึกดำบรรพ์ทำให้นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า สิ่งมีชีวิตหลายชนิดสูญพันธ์ไปเนื่องจากไม่สามารถปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมได้
จากหลักฐานทางธรณีวิทยาและโบราณวิทยา ทำให้นักวิทยาศาสตร์ตั้งข้อสันนิษฐานว่า ไดโนเสาร์มีร่างการที่ใหญ่โต ต้องการอาหารเป็นจำนวนมาก เคลื่อนไหวช้า ทำให้หลบหนีศัตรูและภัยธรรมชาติยาก ประกอบกับอยู่ในยุคที่เปลือกโลกกำลังมีการเปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหันและบ่อยครั้ง จึงมีผล ให้ไดโนเสาร์ปรับตัวไม่ทันจึงสูญพันธ์ไป ในปัจจุบันพบว่าสัตว์ป่าบางชนิดสูญพันธ์ไปแล้วและอีกหลายชนิดกำลังจะสูญพันธ์ เช่น ช้าง เสือ ละอง ละมั่ง ควายป่า สมัน เนื้อทราย กระซู่ โคไพรเป็นต้น
อาจกล่าวได้ว่าปัจจุบันการกระทำของมนุษย์เป็นสาเหตุทำให้สัตว์ป่าสูญพันธ์ เพราะมนุษย์ชอบล่าสัตว์ เพื่อความสนุกสนานหรือเพื่อเอาเนื้อมาเป็นอาหาร เอางา เขา หนัง มาประดับบ้าน นอกจากนั้นยังจับสัตว์ป่าในฤดูผสมพันธ์ และการบุกรุกทำลายป่า การกระทำเหล่านี้มีผลทำให้สัตว์ป่าเสียถิ่นที่อยู่อาศัยและที่ทำมาหากิน นอกจากการกระทำของมนุษย์แล้ว ภัยธรรมชาติ ลักษณะรูปร่างบางประการของสัตว์ ตลอดจนที่อยู่อาสัย ก็อาจเป็น สาเหตุที่ทำให้สัตว์สูญพันธ์ได้เร็ว
6.5การพัฒนาและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม
นักเรียนได้เรียนรู้มาแล้วว่า ระบบนิเวศแต่ละระบบจะประกอบด้วยสิ่งมีชีวิตและสิ่งไม่มีชีวิต และต้องมีการพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน แต่สำหรับมนุษย์แทนที่จะปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อม กลับปรับสิ่งแวดล้อมให้เหมาะกับการดำรงชีวิตของตน รู้จักนำ ดิน น้ำ อากาศ แสงแดด แร่ธาตุ ป่าไม้ สัตว์ป่า ซึ่งเป็นทรัพยากรธรรมชาติ มาใช้ให้เกิดประโยชน์ในการดำรงชีวิต นั่นคือมนุษย์จำเป็นต้องมีการพัฒนาสิ่งต่างๆ แต่หลายครั้งหลายคราที่มนุษย์มุ่งจะพัฒนาเพื่อตนเองเพียงอย่างเดียว โดยลืมนึกถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป ในทางที่เลวลง หากมนุษย์ยังกระทำเช่นนี้อยู่ต่อไป ทรัพยากรธรรมชาติต่างๆก็มีวันสูญสิ้น สิ่งแวดล้อมต่างๆอาจถูกทำลายจนถึงวาระที่ไม่อาจฟื้นกลับมาสู่สภาพเดิมได้อีก เมื่อเป็นเช่นนี้มนุษย์จำเป็น ต้องเรียนรู้ที่จะพัฒนาและอนุรักษ์สิ่งทั้งหลายดังกล่าวจาก กิจกรรม 6.6 พัฒนากร-พัฒนาการ
จากตารางนักเรียนจะเห็นว่า ประชากรของประเทศไทยมีแนวโน้มที่เพิ่มขึ้น เมื่อไม่นานมานี้ประเทศไทยเคยอุดมสมบูรณ์ ไปด้วยป่าไม้และสัตว์นานาชนิด แต่ปัจจุบันความต้องการในการใช้พื้นที่ป่าได้เพิ่มมากขึ้น ตามการเพิ่มอย่างรวดเร็วของประชากร จากการสำรวจเมื่อปี 2528 พบว่าเหลือพื้นที่ป่าเพียงร้อยละ 21 ของพื้นที่ทั้งประเทศเท่านั้น
การทำลายป่าจะทำให้เกิดความแห้งแล้งทั้งพื้นดินและอากาศ เพราะโดยปกติแล้วน้ำฝนที่ตกในป่า ส่วนหนึ่งจะถูกสกัดกั้นโดยเรือนยอดของต้นไม้ แล้วค่อยๆไหลจากใบ กิ่ง ลงไปตามลำต้นไปสู่ดิน การระเหยของน้ำจะช่วยลดความร้อนของอากาศในป่าและบริเวณใกล้เคียง ทำให้ความชื้นในอากาศสูงขึ้น ฝนจึงตกในป่ามากกว่าในทะเลทราย น้ำฝนส่วนที่เหลือจากส่วนที่ติดค้างอยู่ตามลำต้นกิ่งไม้ของต้นไม้ ก็จะถุกดูดซับโดยซากพืช ที่ทับถมกันอยู่บริเวณผิวดินส่วนหนึ่ง ซากพืชและดินในป่าจะช่วยอุ้มน้ำรวมทั้งชะลอกระแสน้ำที่ไหลไปตามผิวดินทำให้ต้นน้ำลำธารปล่อยน้ำได้ตลอดปี ช่วยป้องกันน้ำท่วมได้มาก จากการที่นักเรียนได้เรียนรู้มาแล้วว่าพืชดุดแก๊ซคาร์บอนมอนอ๊อกไซด์ใช้ในกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง ดังนั้นการตัดไม้ทำลายป่าจะเป็นการทำลายสิ่งที่ทำให้แก๊ซคาร์บอนมอนอ๊อกไวด์ลดลง ซึ่งจะทำให้ แก๊ซคาร์บอนมอนอ๊อกไซด์เพิ่มขึ้นจนกระทั่งสิ่งมีชีวิตไม่สามารถจะอาศัยอยู่ได้
เรามักจะกล่าวกันว่าความเจริยเข้าไปที่ไหน ปัญหาสิ่งแวดล้อมจะเกิดที่นั้น แสดงว่าความเจริญก้าวหน้าไม่ว่าทางวิทยาศาสตร์หรือทางเทคโนโลยีได้มีการ พัฒนาสิ่งต่างๆที่กระทบต่อสิ่งแวดล้อม เช่นการผลิตสารเคมีที่ปราบแมลง แต่มีผลต่อสิ่งแวดล้อม ทำให้เกิดสารพิษตกค้างสะสมในพืช ในดิน ในน้ำ และในอากาศ จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องคำนึง ถึงผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมด้วยเสมอ เราะในการพัฒนาใดๆถ้าทำให้สิ่งแวดล้อมในระบบนิเวศเสื่อมโทรมลงไปไม่ว่าจะช้าหรือเร็ว หรือเปลี่ยนแปลงเกินกว่าที่จะทำให้กลับสู่สภาพเดิมได้แล้ว สิ่งมีชีวิตทั้งหลายรวมทั้งมนุษย์ ก็จะไม่สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้

จาก : webmaster - -
napat@soi13.com - 22/08/2002 16:36 เข้าไปที่ไหน ปัญหาสิ่งแวดล้อมจะเกิดที่นั้น แสดงว่าความเจริญก้าวหน้าไม่ว่าทางวิทยาศาสตร์หรือทางเทคโนโลยีได้มีการ พัฒนาสิ่งต่างๆที่กระทบต่อสิ่งแวดล้อม เช่นการผลิตสารเคมีที่ปราบแมลง แต่มีผลต่อสิ่งแวดล้อม ทำให้เกิดสารพิษตกค้างสะสมในพืช ในดิน ในน้ำ และในอากาศ จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องคำนึง ถึงผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมด้วยเสมอ เราะในการพัฒนาใดๆถ้าทำให้สิ่งแวดล้อมในระบบนิเวศเสื่อมโทรมลงไปไม่ว่าจะช้าหรือเร็ว หรือเปลี่ยนแปลงเกินกว่าที่จะทำให้กลับสู่สภาพเดิมได้แล้ว สิ่งมีชีวิตทั้งหลายรวมทั้งมนุษย์ ก็จะไม่สามารถดำรงชีวิต

วันศุกร์ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

การสำรวจทางทะเลในศตวรรษที่ 19

การสำรวจทางทะเลในศตวรรษที่ 19
เมื่อเข้าสู่ศตวรรษที่ 19 การศึกษาทางด้านวิทยาศาสตร์ทางทะเลเริ่มมีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจและหาความรู้ในทางวิทยาศาสตร์อย่างแท้จริง ประเทศสหรัฐอเมริกาซึ่งก่อตั้งเป็นประเทศและมีความเจริญมั่นคงแล้ว มีความสนใจที่จะศึกษาทางวิทยาศาสตร์ทางทะเลเพื่อแสดงถึงความเจริญก้าวหน้าทางวิทยาการของประเทศได้ประกาศโครงการ The United States Exploring Expedition ในปี ค.ศ. 1839 โดยทำการศึกษาและสำรวจทางทะเลโดยเรือ Vincennes และเรือสำรวจอื่น ๆ อีกห้าลำภายใต้การนำของเรือเอก Charles Wilkes จุดประสงค์หลักของการเดินเรือครั้งนี้เพื่ออวดธง หาแหล่งแร่ในทะเล การศึกษาหาข้อมูลเพื่อทำแผนที่และเส้นทางการเดินเรือและการสำรวจทางวิทยาศาสตร์ทางทะเล วัตถุประสงค์พิเศษอีกประการหนึ่งคือเพื่อการศึกษาเพื่อหาข้อยืนยันของทฤษฎีที่ว่าพื้นที่บางส่วนในโลกกำลังถูกดูดกลืนไป รวมถึงวัตถุต่าง ๆ จะถูกดูดกลืนผ่านหลุมดำที่อยู่บริเวณขั้วโลกทั้งสอง ผลที่ได้จากการเดินทางครั้งนี้คือการสร้างแผนที่เดินเรือบริเวณชายฝั่งทางตะวันออกของทวีปแอนตาร์คติก และยืนยันว่าขั้วโลกใต้มีแผ่นดินอยู่

ในช่วงเวลาเดียวกันนั้น Matthew Maury ซึ่งเป็นทหารเรือชาวอเมริกา ได้ให้ความสนใจกับการศึกษากระแสลมและกระแสน้ำเพื่อการเดินเรือทางการค้าและการเดินเรือรบ จากการรวบรวมข้อมูลที่มีอยู่ในปี ค.ศ.1847 เขาได้สร้างแผนที่เดินเรือซึ่งบอกทิศทางของกระแสน้ำและกระแสลมโดยแจกฟรีแก่ผู้สนใจแต่มีข้อแม้ว่าจะต้องแลกกับข้อมูลการเดินทางจากการเดินทางไปยังบริเวณต่าง ๆ ของเรือนั้น ๆ

การเดินทางเพื่อการศึกษาทางสมุทรศาสตร์และวิทยาศาสตร์ทางทะเลครั้งสำคัญที่สุดในศตวรรษนี้คือการเดินทางของศาสตราจารย์ Charles Wyville Thompson จากมหาวิทยาลัยสก๊อตแลนด์ พร้อมด้วยนักศึกษาชื่อ John Maury เนื่องจากแรงบันดาลใจจากการเดินทางของ ชาล์ล ดาร์วิน ซึ่งเดินทางไปกับเรือ HMS Beagle ระหว่างปี ค.ศ. 1831 ถึง 1836 ศาสตราจารย์ Thompson ได้ขอร้องให้รัฐบาลอังกฤษให้การสนับสนุนเรือจากกองทัพเรือเพื่อการศึกษาสำรวจทางสมุทรศาสตร์และวิทยาศาสตร์ทางทะเลอย่างแท้จริง ซึ่งทางรัฐบางอังกฤษก็ให้การสนับสนุนทั้งเรือและทุนที่จะใช้ในการเดินทาง

เรือที่ Thompson เดินทางคือเรือ HMS Challenger มีระว่างขับน้ำ 2,306 ตัน ขับเคลื่อนด้วยไอน้ำ ออกเดินทางเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม ค.ศ. 1872 ใช้เวลาในการเดินทางรอบโลก 4 ปี เป็นระยะทาง 127,000 กิโลเมตร เส้นทางการเดินเรือของเรือ HMS Challenger แสดงไว้ดังภาพที่ 1.6
 
ภาพที่ 1.6 เส้นทางเดินเรือของ HMS Challenger ระหว่างปี เดือนธันวาคม ค.ศ. 1872 – พฤษภาคม 1876
ที่มา: Garrison (2007)

วัตถุประสงค์สำคัญประการหนึ่งของการเดินทางครั้งนี้คือเพื่อทดสอบสมมติฐานที่ศาสตราจารย์ Edward Forbes กล่าวว่าที่ความลึกมากกว่า 300 ฟาธอม หรือ 1,800 ฟุต นั้นเป็นไปไม่ได้ที่จะมีสิ่งมีชีวิตใด ๆ อาศัยอยู่เนื่องจากที่ระดับความลึกดังกล่าวนั้นมีความดันสูงมากและไม่มีแสง ศาสตราจารย์ Thompson ได้ทำการเก็บตัวอย่างพบสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลที่ความลึกถึง 8,185 เมตรนอกชายฝั่งประเทศฟิลิปปินส์ ในการเก็บตัวอย่างโดยใช้ grab 492 จุด และใช้อวน 362 จุด พิสูจน์ได้ว่าสมมติฐานของ Forbes นั้นผิดไปจากความจริง ในการศึกษาครั้งนี้ได้พบสิ่งมีชีวิตใหม่ที่ไม่มีการบันทึกไว้ถึง 4,717 ชนิด

นักวิทยาศาสตร์ที่เดินทางในครั้งนี้ยังได้เก็บตัวอย่างน้ำทะเลเพื่อตรวจวัดอุณหภูมิ ความเค็ม และความหนาแน่นในทุก ๆ สถานีที่ทำการเก็บตัวอย่างสัตว์ทะเล ซึ่งข้อมูลที่ได้เมื่อนำมาเรียบเรียงติดต่อกันทำให้เห็นภาพของโครงสร้างของคุณสมบัติทางกายภาพของน้ำทะเลในมหาสมุทรที่มีความลึกมาก ๆ นอกจากนี้ยังได้มีการบันทึกข้อมูลเกี่ยวกับกระแสน้ำ ข้อมูลทางอุตุนิยมวิทยาและการแพร่กระจายของดินตะกอนในมหาสมุทรเอาไว้อย่างละเอียด ตัวอย่างที่เก็บได้จากการเดินทางครั้งนี้มีน้ำหนักหลายพันปอนด์ได้นำไปเก็บไว้ที่พิพิธภัณฑ์แห่งประเทศอังกฤษ (British Museum)

ภายหลังการเดินทาง ข้อมูลที่ได้นั้น John Maury ซึ่งภายหลังได้รับบรรดาศักดิ์เป็นเซอร์ได้นำมาเขียนลงในวารสารเป็นรายงานชื่อ The Challenger Report ซึ่งตีพิมพ์ระหว่างปี ค.ศ. 1880 ถึง 1985 ไว้ถึง 15 เล่ม จัดเป็นข้อมูลจากการสำรวจทางวิทยาศาสตร์ทางทะเลที่ได้สมบูรณ์ที่สุดและสามารถใช้อ้างอิงได้จนถึงปัจจุบัน

วันจันทร์ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2554

ชมรมนักข่าวสิ่งแวดล้อม

“ เขายายเที่ยง ” ปมร้อนที่ดินทำกินในเขตป่า



เีรื่อง : จันทร์จิรา พงษ์ราย

“เมื่อหมดภาระการเป็นนายกรัฐมนตรี จะมาใช้ชีวิตส่วนใหญ่บนเขายายเที่ยง เพราะมาแล้วสบายใจ อยู่กับธรรมชาติ อายุมาก อยู่กับต้นไม้ต้นไร่ มันไม่ทำร้ายเรา” 
คำบอกเล่าของ พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ อดีตนายกรัฐมนตรี  เกิดขึ้นในระหว่างการพาสื่อมวลชนประจำทำเนียบรัฐบาล  เข้าเยี่ยมชมตามจุดต่างๆ ของบ้านพักตากอากาศบนเขายายเที่ยง อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา ในช่วงปี 2551 โดยเฉพาะบริเวณชะง่อนผาใต้ต้นไทร มุมโปรดของอดีตนายกรัฐมนตรี   เพราะสามารถมองเห็นจุดชมวิวของเขื่อนลำตะคอง และ อ.ปากช่องได้ทั้งหมด
แต่วันนี้ความฝันของพลเอกสุรยุทธ์ ที่จะมาใช้ชีวิตบนบ้านพักเขายายเที่ยง ต้องจบลงทันที
หลังจากที่ดินแปลงที่  49 เนื้อที่ประมาณ 13.50 ไร่ บนเขายายเที่ยง ซึ่งพลเอกสุรยุทธ์ เคยครอบครองมานานกว่า 7 ปี มีคำตัดสินจากกรมป่าไม้ เมื่อวันที่ 20 ม.ค.ที่ผ่านมา ให้ออกจากพื้นที่ภายใน 30 วัน  ด้วยเหตุผลว่า เป็นผู้ไม่มีสิทธิครอบครองที่ดินดังกล่าว  ตามมติคณะรัฐมนตรี  เมื่อวันที่ 29 เม.ย. 2518  ที่กรมป่าไม้เคยจัดสรรให้กับเกษตรกรเข้าทำกินราว 230 ครอบครัว รวมพื้นที่ 1,020 ไร่ บริเวณเขายายเที่ยง ซึ่งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่ง ชาติ ป่าเขาเตียน-ป่าเขาเขื่อนลั่น เพื่อแก้ปัญหาการบุกรุกพื้นที่ในสมัยนั้น 
สาระของโครงการหมู่บ้านป่าไม้ ตามมติคณะรัฐมนตรี  29 เม.ย.2518 บนเขายายเที่ยง  คือการจัดสรรที่ดินนอกเขตต้นน้ำให้ครอบครัวละไม่เกิน  15 ไร่  โดยมิให้กรรมสิทธิ์  แต่ ให้สิทธิตกทอดถึงทายาทโดยทางธรรมได้เป็นการถาวรตลอดไป ทั้งนี้เพื่อป้องกันมิให้นายทุนเข้ามาครอบครองโดยวิธีกว้านซื้อ โดย กรมป่าไม้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในสมัยนั้นจะออกใบอนุญาตชั่วคราวให้เข้าอยู่ในพื้นที่  รวมทั้งการให้จ้างแรงงานจากหมู่บ้านป่าไม้ให้ปลูกป่าด้วย
ดังนั้นคำตัดสิน ของกรมป่าไม้ในกรณีพลเอกสุรยุทธ์ จึงเป็นคำตอบที่ถูกต้อง  แม้เหตุผลหลักในการทำงานอย่างรวดเร็วเพียงแค่ 1 สัปดาห์ จะมีแรงกดดันจากทางการเมือง ของกลุ่มเสื้อแดงที่อยู่เบื้องหลังก็ตาม 
ทว่าผลลัพท์ที่เกิดขึ้น และปฏิกิริยาของชาวบ้านในเขตเขายายเที่ยงกว่า 230 ครอบครัวที่เป็นห่วงว่าจะถูกใช้มาตรการเดียวกับอดีตนายกรัฐมนตรี  ก็เริ่มแนวโน้มบานปลายเป็นสงครามเย็น  เพราะตลอด 2 สัปดาห์ หลังการลงพื้นที่รอบแรก ของคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงการถือครองที่ดินในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ป่าเขาเตียน-ป่าเขาเขื่อนลั่น จ.นครราชสีมา  นำโดยนายชลธิศ สุรัสวดี  รองอธิบดีกรมป่าไม้ ซึ่งมีข้อสรุปให้คณะ อนุกรรมการเพื่อตรวจสภาพการเปลี่ยนแปลงการถือครองที่ดินในเขตป่าสงวนฯ เปิดจุดรับแจ้งการครอบครองในพื้นที่ ในระยะเวลา 10 วัน   
แต่ในทางปฏิบัติพบปัญหามากมาย ถึงขนาด   สุเทพ ปวเรศวิทยาฬาร  ผู้อำนวยการสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่  8  ยอมรับว่า   การทำงานในพื้นที่เป็นไปด้วยความยุ่งยาก  เนื่อง จากชาวบ้านไม่มั่นใจว่าจะถูกกรมป่าไม้ใช้ หลักการเดียว กับกรณีของพลเอกสุรยุทธ์ ซึ่งเป็นถึงอดีตนายกรัฐมนตรี แต่ยังต้องคืนพื้นที่ให้กรมป่าไม้ ดังนั้น จึงไม่ยอมให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ที่เข้าไปตรวจสอบรายละเอียดการถือ ครองของชาวบ้านที่ได้จัดสรรที่ดินในโครงการหมู่บ้านป่าไม้  ตามมติครม. 29 เม.ย.2518 
“การเปิดศูนย์ให้ชาวบ้านแจ้งสิทธิ์การถือครองที่ดินบนเขายายเที่ยง ตั้งแต่วันที่ 21-31 ม.ค.ที่ผ่านมา ปรากฎว่าไม่มีชาวบ้านสักรายเดียวที่มาจดแจ้งข้อมูลกับราชการเลย  เนื่องจากไม่มั่นใจว่าหากให้ข้อมูลไปแล้วว่าได้รับผลกระทบอะไรตามมา   เรื่องนี้ส่งผลต่อการทำงานมาก  แม้ แต่การลงพิกัดแปลงต่างๆชาวบ้านก็ไม่ยอมมาพูดคุย หรือให้ข้อมูลอะไรเลย จึงต้องปรับแผนการทำงานใหม่ โดยเฉพาะการตรวจสอบรายชื่อผู้ครอบครองตามแปลงต่างๆที่ขีดไว้  ซึ่งจะใช้วิธีทางอ้อมด้วยการนำรายชื่อเดิม  มาเทียบกับรายชื่อตามทะเบียนราษฎร์ หรือการเสียภาษีบำรุงท้องที่ (ภ.ทบ.5) มาตรวจสอบตรงจุดนี้แทน” สุเทพ กล่าว
เขาบอกอีกว่า  เบื้องต้นที่ดินบนเขายายเที่ยง มีการเปลี่ยนมือผู้ครอบครองรายเดิมไปเกือบหมดแล้ว จากข้อมูลในปี 2520 สมัยนั้นกรมป่าไม้  แบ่งผังแปลงออกเป็น 2 ส่วนกล่าวคือพื้นที่ราว  1,020 ไร่ แบ่งเป็นที่ดินทำกิน 76 แปลง  ส่วนอีก 161 แปลง รวมพื้นที่ 79 ไร่ ถูกตีผังแปลงเป็นที่อยู่อาศัยครอบคลุม 3 หมู่บ้านคือเขายายเที่ยงเหนือ 77 แปลง พื้นที่ 42 ไร่ เขายายเที่ยงใต้ 67 แปลง พื้นที่ 30 ไร่ และบ้านเขาน้อย 23 แปลงพื้นที่ 6 ไร่ แม้จะรู้ว่ามีการเปลี่ยนมือไปยังผู้ครอบครองรายใหม่ แต่กรมป่าไม้ ยังคงต้องมีมาตรการแก้ปัญหาที่ชัดเจนก่อน เพราะเขายายเที่ยง อาจจะใช้เป็นโมเดล กับกรณีการครอบครองที่ดินในเขตป่าสงวนแห่งอื่นๆด้วย
สอดคล้องกับข้อกังวลของ นายสมชัย เพียรสถาพร อธิบดีกรมป่าไม้  ที่ เคยบอกตั้งแต่แรกแล้วว่าจำเป็น ต้องหามาตรการที่ชัดเจนเสียก่อน เนื่องจากขณะนี้มีข้อเรียกร้องของกลุ่มร้องเรียนปัญหาที่ดินทำกินในเขตป่า สงวนแห่งชาติ ตามมติครม. 30 มิ.ย.2541 ทั้งจากเครือข่ายปฏิรูปที่ดินเพื่อคนจน เครือข่ายสถาบันเกษตรกร สมัชชาเกษตรกร รวมทั้งสิ้น 9 กลุ่ม 33 รวมพื้นที่ 5.78 ล้านไร่ และมีผู้เข้าไปครอบครองราว 4.5 แสนราย ซึ่งยังไม่นับรวมพื้นที่ที่เคยมอบให้เกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดินอีก 4 แสนกว่าราย รวมพื้นที่ประมาณ 6.39 ล้านไร่ ขณะที่ปัจจุบันมีป่าสงวนแห่งชาติ ที่กรมป่าไม้รับผิดชอบอยู่ 78 ล้านไร่จากป่าอนุรักษ์ทั้งหมด 143 ล้านไร่ 
ข้อสรุปจากพื้นที่  “เขายายเที่ยง”   จึงไม่ได้หมายความแค่กรณีพื้นที่บ้านพักของพลเอกสุรยุทธ์ เพียงรายเดียว แต่จะนำไปสู่การสร้างบันทัดฐานการถือครองที่ดินในเขตป่าสงวนแห่งชาติทั่วประเทศที่รออยู่ด้วย
เช่นเดียวกับคำมั่นสัญญาของ  ชลธิศ เขาบอกว่า จะ ให้ความสำคัญกับเกษตรกรที่ไม่มีที่ดินทำกินและมีฐานะยากจน ได้อยู่ในพื้นที่เขายายเที่ยง โดยเฉพาะผังแปลงที่ถูกขีดเป็นที่อยู่อาศัยใน 3 หมู่บ้าน  จะไม่ได้รับผลกระทบอย่างแน่นอน ทั้งนี้กรมป่าไม้ จะมีมาตรการดูแลคนกลุ่มนี้เป็นพิเศษ  ส่วนคนที่มีฐานะร่ำรวย และไม่ได้ สิทธิ์ครอบครอง ตามมติครม. และอยู่ในพื้นที่กระทบต่อนิเวศน์ก็ต้องใช้อีกมาตรการหนึ่งเช่นกัน
กระนั้นก็ตาม สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ กรมป่าไม้ จะเอาจริงกับการปัญหาการยึดครองพื้นที่ของคนรวยอย่างไม่ถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่  เพราะจากการสำรวจพื้นที่บริเวณทางขึ้นเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าเขาเตียนฯ พบว่ามีการติดป้ายประกาศขายที่ดินบริเวณเขายายเที่ยงใต้  และเขายายเที่ยงเหนือหลายแห่ง  โดยป้ายดังกล่าวมีการแจ้งเบอร์โทรติดต่อไว้  ขณะเดียวกันพบว่าตลอดทางมีรีสอร์ทขนาดเล็ก ขนาดกลาง และโฮมสเตย์ที่อยู่ระหว่างการก่อ สร้าง  และที่สร้างแล้วเสร็จผุดขึ้นตลอดเนินทางขึ้นเขายายเที่ยง ในจำนวนนี้ยังไม่รวมบ้านพักตากอากาศของผู้มีฐานะดีอีกหลายแห่ง   
เมื่อทดลอง โทรศัพท์เข้าไปสอบถามเรื่องการขายที่ดิน จากที่มีการติดป้ายประกาศเอาไว้  เจ้า ของที่ดินระบุว่าต้องการจะขายที่ดินดังกล่าวจริง พื้นที่ประมาณ 2-5 ไร่ ซึ่งไม่ได้อยู่ในผังที่มีปัญหาการตรวจสอบการครอบครองในตอนนี้ และระบุว่าราคาเฉลี่ยของที่ดินในเขายายเที่ยงใต้ ตกไร่ละ 4-5 แสนบาท แต่ขอรอดูท่าทีของกรมป่าไม้ก่อน เพราะเกรงว่าจะได้รับผลกระทบจากการสำรวจของกรมป่าไม้
“เขายายเที่ยง” จึงถือเป็นความท้าทายการจัดการปัญหาที่ดินในเขตป่าสงวนแห่งชาติ  

นักสืบสายน้ำ


นักสืบสายน้ำ

ภาพประกอบนักสืบสายน้ำ
Thousands have lived without loved; Not one without water. – W. H. Auden
คนเราอยู่กันมานัก แม้ขาดรัก ไม่มีใครสักคนอยู่ได้หากขาดน้ำ – ดับเบิลยู เอช ออเดน กวีชาวอังกฤษ
น้ำสำคัญต่อทุกชีวิตบนโลกขนาดนี้ แต่เรากลับไม่ให้ความสำคัญต่อน้ำและสายน้ำอย่างไม่น่าเชื่อ ต้นน้ำหลายแห่งแห้งเหือดเพราะป่าถูกทำลาย แม่น้ำลำธารหลายสายกำลังเน่าเสียเพราะมลพิษ และมีอีกมากมายที่ถูกมนุษย์ปรับแต่งให้ตรง ดาดซีเมนต์ริมฝั่ง สร้างเขื่อนกันน้ำ หรือผันน้ำไปยังลำน้ำอีกสายหนึ่ง จนเป็นเหตุให้ระบบนิเวศเสียหายและพังทลายในที่สุด
แม่น้ำลำธารไม่ใช่แค่ทางให้น้ำไหลไป แต่เป็นทั้งที่อยู่อาศัยของพืช สัตว์ และสิ่งมีชีวิตมากมายหลากหลาย ทั้งยังเป็นเส้นทางให้สารอาหารไหลจากแผ่นดินไปหล่อเลี้ยงชีวิตชายฝั่งและในทะเล ราวกับเป็นเส้นเลือดหล่อเลี้ยงร่างกาย คำว่า “แม่น้ำลำธารเป็นเส้นเลือดหล่อเลี้ยงแผ่นดิน” จึงไม่ใช่คำที่พูดให้ฟังดูเก๋เท่านั้น พิจารณาดูดีๆ จะพบว่ามันเป็นความจริงทีเดียว
ถ้าเส้นเลือดสุขภาพดี ร่างกายของเราย่อมสบายดี
ถ้าแม่น้ำลำธารสุขภาพดี ชีวิตต่างๆ ทั้งพืช สัตว์ รวมทั้งมนุษย์ ก็แข็งแรงสุขภาพดีไปด้วย
ราวปี 2539-2546 มูลนิธิโลกสีเขียวริเริ่มทำ "โครงการนักสืบสายน้ำ" ชักชวนให้เด็กและผู้ใหญ่สามารถ "อ่านสุขภาพ" สายน้ำลำธารจากสังคม "สัตว์เล็กน้ำจืด" หรือตัวอ่อนแมลงน้ำที่อาศัยอยู่ตามก้อนหินพื้นทรายใต้ท้องน้ำ ซึ่งใช้เป็นตัวบ่งชี้คุณภาพน้ำด้วยวิธีทางชีวภาพได้ โดยประเมินร่วมกับลักษณะทางกายภาพอื่นๆ ของสายน้ำ เช่น พงพืชริมฝั่ง ลักษณะความคดเคี้ยว สี อุณหภูมิและความเร็วของน้ำ สังคมสัตว์ริมฝั่ง เป็นต้น
ในช่วงเวลาดังกล่าว โครงการนักสืบสายน้ำได้จัดอบรมกระบวนการนักสืบสายน้ำให้กับนักเรียนและครูในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่และลำพูน จำนวน 51 โรงเรียน โดยครูและนักเรียนร่วมกับโครงการฯ ได้ช่วยกันออกสำรวจคุณภาพสายน้ำของแม่น้ำปิงและสาขา และนำเสนอข้อมูลสู่สาธารณะในปี พ.ศ. 2544
นอกจากนี้ โครงการฯ ยังจัดทำ "ชุดคู่มือนักสืบสายน้ำ" และ "ชุดนักสืบสายน้ำน้อย" เพื่อเป็นคู่มือสำรวจและประเมินคุณภาพน้ำอย่างง่าย มีประสิทธิภาพ และราคาถูก เน้นให้ผู้ใช้คิดวางแผนสำรวจและทำกิจกรรมเองได้
แม้โครงการจะสิ้นสุดไปแล้ว แต่นักสืบสายน้ำยังคงเป็นกิจกรรมที่แพร่หลายไปทั่วทุกภาคของประเทศ เพราะเป็นกิจกรรมสิ่งแวดล้อมศึกษาที่ครูสามารถบูรณาการสู่การเรียนการสอนได้แทบทุกวิชา และยังเป็นกระบวนการสำรวจประเมินคุณภาพน้ำร่วมกับวิธีการทางเคมีได้เป็นอย่างดี
ปัจจุบัน มีเด็กและผู้ใหญ่มากมายผ่านกระบวนการนักสืบสายน้ำ เรียนรู้จักความหลากหลายทางชีวภาพของสัตว์เล็กน้ำจืดที่อาศัยอยู่ในลำน้ำ ได้เฝ้าระวังและตรวจคุณภาพน้ำ ดูแลสายน้ำในท้องถิ่น ตลอดจนถ่ายทอดกระบวนการนักสืบสายน้ำสู่เด็กและเยาวชนรุ่นใหม่ๆ อย่างต่อเนื่องตลอดมาเป็นเวลากว่าทศวรรษแล้ว

นักสืบชายหาด

นักสืบชายหาด



โครงการนักสืบชายหาด ริเริ่มโดยมูลนิธิโลกสีเขียว ด้วยการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) เพื่อพัฒนาสิ่งแวดล้อมศึกษาในพื้นที่ชายหาดจังหวัดระนอง โดยเน้นการเรียนรู้เชิงสืบค้นให้เยาวชนและชุมชนท้องถิ่นเกิดความตระหนักและสามารถพัฒนาองค์ความรู้และหาข้อมูลเกี่ยวกับความเป็นไปในชายหาดท้องถิ่นได้ด้วยตนเอง เพื่อนำไปสู่การดูแลสภาพแวดล้อมชายหาดท้องถิ่นอย่างยั่งยืนต่อไป
โครงการนักสืบชายหาด จึงมุ่งพัฒนาแนวทางการประเมินสถานภาพสิ่งแวดล้อมชายหาดด้วยการสำรวจธรรมชาติชายหาดในลักษณะที่เหมาะสมกับเยาวชน เพื่อเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะใช้นำกระบวนการสิ่งแวดล้อมศึกษาดังกล่าว จากประสบการณ์ที่มูลนิธิโลกสีเขียวได้พัฒนาและดำเนินงาน “โครงการนักสืบสายน้ำ” (พ.ศ.2539-2546) ซึ่งใช้การสำรวจคุณภาพน้ำทางชีวภาพด้วยการสังเกตสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังในลำธารเป็นเครื่องมือนำกระบวนการสิ่งแวดล้อมศึกษาสำหรับแม่น้ำลำธารมาแล้วนั้น แสดงให้เห็นชัดว่า การประเมินสถานภาพสิ่งแวดล้อมด้วยการสำรวจธรรมชาติรอบตัว อย่างง่ายๆ สนุกสนาน แต่ใช้ได้จริง สามารถกระตุ้นการเรียนรู้ พัฒนาจิตสำนึก ตลอดจนเสริมสร้างทักษะและความมั่นใจในการดูแลสิ่งแวดล้อมท้องถิ่นได้อย่างดี
โครงการนักสืบชายหาด จึงนับเป็นอีกก้าวหนึ่งของการพัฒนากระบวนการเรียนรู้แบบ “นักสืบสิ่งแวดล้อม” ให้ต่อเนื่อง เพื่อเชื่อมโยงการเรียนรู้และการดูแลสิ่งแวดล้อมจากต้นน้ำไปถึงทะเล

วัตถุประสงค์เฉพาะหน้าเพื่อให้ท้องถิ่นภาคใต้ บริเวณจังหวัดระนอง มีเครื่องมือและทรัพยากรการเรียนรู้ที่ครูและนักเรียนระดับมัธยมศึกษาสามารถใช้สำรวจและประเมินสถานภาพของธรรมชาติชายหาดท้องถิ่น
วัตถุประสงค์ระยะยาวเพื่อให้ชุมชนท้องถิ่นภาคใต้ บริเวณจังหวัดระนอง สามารถดูแลสิ่งแวดล้อมชายหาดท้องถิ่นอย่างยั่งยืนได้ด้วยตนเอง
ที่ไหนชายหาดจังหวัดระนองและพื้นที่ใกล้เคียง
เมื่อไหร่
พฤศจิกายน 2546- พฤษภาคม 2549
ทำอะไรกันบ้าง
  • พัฒนาและจัดทำ “ชุดคู่มือนักสืบชายหาด” ร่วมกับผู้รู้ท้องถิ่นและผู้เชี่ยวชาญหลายสาขาโดยมีการทดสอบกับกลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ ครูและนักเรียนมัธยมศึกษา ก่อนจัดทำฉบับจริง
  • พัฒนากระบวนการฝึกอบรมการใช้คู่มือนักสืบชายหาด
  • พัฒนาบุคลากรท้องถิ่นให้สามารถพัฒนาคู่มือและกระบวนการศึกษาธรรมชาติท้องถิ่นขึ้นมาได้เอง
  • กระจายและอบรมการใช้คู่มือแก่ครูแกนนำในพื้นที่และผู้นำสิ่งแวดล้อมศึกษาจากที่อื่นๆ
  • พัฒนาศูนย์ข้อมูลชายหาดท้องถิ่นในจังหวัดระนอง
องค์กรสนับสนุน
สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)

วันพฤหัสบดีที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2554

เทคโนโลยีกับการสำรวจธรรมชาติ

ขั้นตอนพื้นฐานของการสำรวจธรรมชาติมักประกอบขึ้นด้วย
  • การสำรวจ ให้ทราบถึงขอบเขตพื้นที่
  • การจำแนกสิ่งที่ต้องการสำรวจ เพื่อกำหนดสภาวะ หรือ ลักษณะการเปลี่ยนแปลง
  • การตรวจวัดเชิงปริมาณต่อสิ่งที่ต้องการสำรวจ

ในการสำรวจธรรมชาติเพื่อให้ทราบสถานะ และลักษณะการเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติจึงต้องคำนึงถึง

ขอบเขตเชิงพื้นที่ของสภาวะธรรมชาติ และการเปลี่ยนแปลงที่สนใจ  สภาวะธรรมชาติ หรือการเปลี่ยนแปลงของสภาวะธรรมชาติที่สนใจอาจครอบคลุมพื้นที่ไม่กี่ตารางเมตรไปจนเป็นพื้นที่หลายตารางกิโลเมตร เช่นสภาวะความอุดมสมบูรณ์ของป่า  การเปลี่ยนแปลงคุณภาพน้ำในบ่อ ในบึง  หรือ ในอ่าว  การแพร่กระจายของโรคพืช เกิดขึ้นเป็นแปลง หรือลุกลามเป็นจังหวัด ฯลฯ
ช่วงเวลาของการเปลี่ยนแปลงที่สนใจ มีช่วงเวลานับแต่เริ่มต้นจนสิ้นสุดสั้นยาวอย่างไร เช่น การเปลี่ยนแปลงของภูมิประเทศ การเปลี่ยนแปลงทางธรณีมักใช้เวลาเป็นล้านปี การเปลี่ยนแปลงขยายตัวของเมืองจะสังเกตเห็นได้ชัดถ้ามีการสังเกตุเป็นรายปี  การเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำขึ้นน้ำลง เกิดขึ้นทุกวัน  เป็นต้น

คุณภาพและปริมาณของธรรมชาติ และการเปลี่ยนแปลงที่สนใจ  มีความแตกต่างกันมากน้อยเพียงใด เช่นการสำรวจสภาวะของป่าไม้ จะต้องพิจารณาถึงความอุดมสมบูรณ์ ความหลากหลายของพันธุ์ไม้ รูปทรงและพื้นที่ของป่า  คุณภาพและปริมาณที่เหล่านี้สามารถสังเกตุได้หรือไม่  อุณหภูมิที่สูงขึ้น 3 องศาเซลเซียสบอกสภาวะการเปลี่ยนแปลงของน้ำทะเล และอุณหภูมิเฉลี่ยของเมืองเหมือนกันหรือไม่       

ในการสำรวจดังกล่าว อาจเลือกแนวทางในการสำรวจ และตรวจวัดด้วยการลงสำรวจในพื้นที่ หรือด้วยการใช้เทคโนโลยีรีโมทเซนซิงช่วยในการสำรวจ หรือใช้ทั้งสองแนวทางผสมกัน
  1. การสำรวจตรวจวัดในพื้นที่ (in situ sensing) เป็นการสำรวจโดยผู้สำรวจนำเครื่องมือวัดเข้าไปในพื้นที่ที่ต้องการสำรวจ เช่น เมื่อต้องการสำรวจคุณภาพน้ำทะเลก็สามารถดำเนินการได้โดยลงเรือสำรวจ แล้วออกไปตรวจวัดน้ำในทะเล หรือการติดเครื่องมือวัดไว้กับทุ่นลอย แล้วใช้วิทยุส่งข้อมูลที่วัดได้มายังสถานีรับ  การตรวจวัดความอุดมสมบูรณ์ของดิน ด้วยการใช้เครื่องมือวัดไปตรวจดินให้ทั่วพื้นที่ที่ต้องการศึกษา 
การตรวจวัดด้วยเทคโนโลยีรีโมทเซนซิง (remote sensing) เป็นการสำรวจจากระยะไกล  โดยเครื่องมือวัดไม่มีการสัมผัสกับสิ่งที่ต้องการตรวจวัดโดยตรง  กระทำการสำรวจโดยให้เครื่องวัดอยู่ห่างจากสิ่งที่ต้องการตรวจวัด โดยอาจติดตั้งเครื่องวัดเช่น กล้องถ่ายภาพ ไว้ยังที่สูง บนบอลลูน บนเครื่องบิน ยาวอวกาศ หรือดาวเทียม แล้วอาศัยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่แผ่ หรือสะท้อนมาจากสิ่งที่ต้องการสำรวจเป็นสื่อในการวัด